โบรกแนะเลือกซื้อ 10 บจ.ส่งสัญญาณรุ่ง ดัชนีมีแนวโน้มอ่อนตัว สัปดาห์หน้าจับตา 3 ปัจจัยในปท.

เช้านี้ ณ เวลา 9.37 น. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวอยู่ในแดนลบตามตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป หลังนักลงทุนกลับมากังวลเรื่องการปรับลด QE อีกครั้ง นักวิเคราะห์คาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงตามตลาดตปท. แต่แรงซื้อต่างชาติที่กลับมาซื้อเป็นวันที่ 2 อาจช่วยลดผลกระทบได้ ยังเน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลโดดเด่น จับตา 3 ปัจจัยสัปดาห์หน้า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย-จีดีพี Q2 และพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เลือกซื้อ 10 หุ้นเด่น ได้แก่ AMATA, LOXLEY, AP, BLAND, TTA, BTS, PTTEP, LANNA, BTS, AI

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า SET ยังแกว่งผันผวนอยู่…เทรดดิ้งสั้นจึงยังเน้น “ขึ้นขาย-ลงซื้อ” ต่อไป!!!

กลยุทธ์ : แม้ว่า SET ยังอยู่ระหว่างแกว่งตัวผันผวนและปรับพักลงในช่วงนี้ แต่คาดว่าจะเป็นการพักตัวช่วงสั้น ก่อนลุ้นขึ้นต่อ ดังนั้นส่วนที่แนะนำให้เทรดดิ้งกรอบกว้างและถือลงทุน จึงยังสามารถถือต่อเนื่องได้ เพื่อลุ้นเป้าหมาย 1500 จุด(+/- เล็กน้อย) ต่อไป แต่ถ้าเป็นเทรดดิ้งสั้น ยังควรใช้วิธี “ขึ้นขาย-ลงซื้อ” อยู่เช่นเดิม เพื่อลดความเสี่ยงจากการแกว่งผันผวนของตลาด

หุ้นเด่นทางเทคนิค :  AMATA, LOXLEY, VGI (SBL)

แนวโน้ม : ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐกลับมาถูกแรงขายกดดันหนักเมื่อคืนนี้ หลังผลประกอบการของ Walmart ผู้นำด้านค้าปลีกของสหรัฐออกมาน่าผิดหวัง ขณะที่ CISCO ประกาศเลิกจ้างคนงานกว่า 4000 คน รวมทั้งตัวเลขว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงเกินคาด ส่งผลให้นักลงทุนมีความวิตกต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกและยังกังวล เกี่ยวกับโอกาสในการลดขนาดการใช้มาตรการ QE ของเฟดในการประชุมรอบ 17-18 ก.ย.นี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็เริ่มมีจังหวะแกว่งพักตัว หลังจากที่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา SET แกว่งตัวขึ้นมาพอควรแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม FSS ยังคาดว่าการปรับพักตัวของ SET ในช่วงนี้จะยังมีกรอบการลงที่จำกัด รวมทั้งการเริ่มกลับมามียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นบ้านเราจากนักลงทุนต่าง ประเทศก็น่าที่จะยังพอช่วยหนุนความมั่นใจในตลาดหุ้นไทยได้บ้าง

แนวรับ  1450-1448 , 1446-1442 , 1440 จุด  แนวต้าน  1458-1462 , 1465-1468  จุด

บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า ดาวน์โจนส์ลงกว่า 200 จุด จากความกังวลเฟด จะเริ่มลดวงเงิน QE3 สำหรับการประชุมในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม เรามอง SET บ้านเราจะไม่ลงรุนแรงเท่า ตามการเคลื่อนไหวซึ่งไม่ได้สอดคล้องกันนักมาระยะหนึ่งแล้ว โดยดาวน์โจนส์ช่วงนี้จะเข้าสู่การพักฐาน ขณะที่เรานำหน้ามาก่อนแล้ว รวมถึง ยังไม่พบสัญญาณเงินทุนไหลออก ตามเงินบาทที่ยังทรงตัวอยู่ ดังนั้น ภาพรวม ยังเรามองดัชนียังปรับขึ้นได้ หลังการอ่อนตัวในช่วงสั้นเสร็จสิ้น กลยุทธ์ รอเข้าซื้อตามแนวรับ เมื่อดัชนีอ่อนตัว ซึ่งอยู่ในช่วง 1440-1430 จุด ด้านหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ AP และ BLAND

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ผันผวนในแดนลบ ไร้ปัจจัยบวก แต่ SET ยังสามารถยืนเหนือ 1450 จุดได้ โดยตลาดยังมีความกังวลเรื่องมาตรการ QE ท้ายสุดปิดตลาด-7.56จุด มาที่ 1453.07 จุด

คาดวันนี้ยังผันผวนในกรอบ Sideways down โดยมองแนวรับที่ 1440 ท่ามกลางความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อการคุมเข้มนโยบายทางการเงินทั้งเรื่อง การปรับลดมาตรการ QE ของสหรัฐ หลังข้อมูลเศรษฐกิจยังไร้ทิศทาง (จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานดีเกินคาด แต่ข้อมูลการผลิตในเขตมิดแอตแลนติกอ่อนแอลง) หรือแม้แต่ความกังวลว่าธ.กลางอังกฤษจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดหลัง ข้อมูลค้าปลีกแข็งแกร่งเกินคาด

การกลับมาซื้อสุทธิของต่างชาติในตลาดหุ้น (1.68 พันลบ.) และอนุพันธ์ (546 สัญญา) น่ามีส่วนช่วยประคองการอ่อนตัวของตลาดระดับหนึ่ง ขยับพอร์ตระยะสั้นกลับมาที่ 50% เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน แนวต้าน : 1460-1475 แนวรับ : 1450-1440

พอร์ตระยะสั้น : หุ้น 50% เงินสด 50%

หุ้นถือต่อในพอร์ต(ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : SINGER (24.9), TOP (68), KCE (17), SIM (3.86)

หุ้นแนะนำเพิ่ม (ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : —

หุ้นที่ปรับออก : SIRI ตัดขาดทุน -2.17% หลังงบฯ ออกมาต่ำกว่าคาด

บล.กสิกรไทย ระบุว่า กังวล QE เริ่มกลับมาโดยเฉพาะในเวลาที่ข่าวดีเริ่มหมด แนวโน้มตลาด: หุ้นโลกโดยรวมปรับตัวลดลงราว 1% ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีอย่างต่อเนื่องสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนถึงการชะลอมาตการ QE อีกครั้ง ทั้งนี้ ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเมื่อคืนปรับลดลงต่ำสุดนับแต่ ต.ค.50 หรือถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี และเราคาดว่าแรงกดดดันดังกล่าวในระลอกนี้จะส่งผลกระทบต่อหุ้นในซีกโลกตะวัน ตกที่ยังไม่ได้เผชิญแรงขายทำกำไรมากรัก ในขณะที่ตลาดเอเซียซึ่งเผชิญแรงขายทำกำไรไปในช่วงก่อนอย่างมากแล้ว น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แม้ว่าจะยังคงมีความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและลดน้ำหนักการลงทุนใน ภูมิภาคลงต่อเนื่องก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ก.ค. อยู่ที่ 91.9 ลดต่ำสุดในรอบ 20 เดือนนับจากเดือนธ.ค. 54

อย่างไรก็ตามเรามองความผันผวนช่วงปลายส.ค.-ต้นก.ย. จะเป็นจังหวะสะสมหุ้นที่ดีก่อนโมเมนตัมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะฟื้นได้ค่อนข้าง แข็งแกร่งในช่วง 3Q แม้คาดว่าการบริโภคในประเทศจะอ่อนตัวลงใน 2H56 ก็ตาม สัปดาห์หน้า หุ้นในกลุ่มไวต่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มอาจ Outperform หลังหุ้นถูกขายลงมาแรงจนเริ่มต่ำกว่าพื้นฐาน โดย หาก กนง. คงอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณไม่ขึ้นดอกในเร็วๆนี้ จะทำให้ราคาหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารและเช่าซื้อ เห็นการฟื้นตัวในระยะสั้นได้ 

ปัจจัยอื่น/ ตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส.) 43 แห่ง ยื่นหนังสือถึงวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของกสทช. อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไม่เป็นเหตุให้การประมูลทีวีดิจิตัลล่าช้าไปจากกำหนด การราวต.ค. (NMG RS GRAMMY WORK) / PTT – ฟ้าผ่าโรงแยกก๊าซที่ 5 ทำให้อาจต้องปิดซ่อม 3-5 เดือน กระทบต่อกำไรของ PTT ราว 5% และเกิดขาดแคลนวัตถุดิบต่อ PTTGC ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรราว 5% โดยประมาณเช่นกัน กระทบราคาช่วงสั้นแต่ไม่กระทบต่อคำแนะนำทางปัจจัยพื้นฐาน / BLAND – บริษัทอยู่ระหว่างยื่นขอจัดตั้งกองทรัสต์ (REIT) มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปขยายอิมแพ็ค

กลยุทธ์การลงทุน: เลือกหุ้นที่มีประเด็นบวก และล็อค downside” ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มแสดงความอ่อนแอจากความกังวล QE ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้ประชุมเฟด17-18 ก.ย.และตัวเลขเศรษฐกิจทยอยออกมาดีต่อเนื่อง เราคาดการปรับลงเพราะ asset reallocation รอบนี้ (ปลายส.ค.-ต้นก.ย.) น่าจะเป็นช่วงท้ายๆ ของการปรับตัว การลงทุนเน้นหุ้นที่มีประเด็นบวก และมี downside จำกัด ก่อนที่เราอาจเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า หุ้นแนะนำ TTA BTS

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง: คงน้ำหนักการลงทุนที่ 60% หลังลดไป 20% ใน 2 ครั้ง (22ก.พ. และ 20 มี.ค.) จากที่วางแผนจะปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้น เราขอชะลอเพื่อประเมินภาพความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนให้ พรีเมียมกับการลงทุนลดลง (de-rating) ก่อนปรับน้ำหนักการลงทุนอีกครั้ง (หุ้นสะสมระยะกลาง KTB SAT TNH SMK PTTGC AP)

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้ตลาดกลับมามีความกังวลต่อ การตัดลด QE แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีน้ำหนักมากขึ้น และหนุนราคาน้ำมันดิบโลก/ถ่านหิน ฟื้นตัวต่อเนื่อง น่าจะหนุนหุ้นพลังงานให้สามารถชนะตลาด จึงเลือก PTTEP (FV@B188.7) และ LANNA (FV@B18.7) เป็น Top Picks

KGI คาด SET วันศุกร์เปิดลงต่อ เทคนิคมองรับ 1,440 คงแนะซื้อช่วงอ่อน (หลุด 1,440 ตัดขาดทุน) ด้านปัจจัยสำคัญ i) มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าสหรัฐฯ จะชะลอ QE ในเดือน ก.ย. หลังยอดขอรับสวัสดิการว่างงานลดลงต่ำสุดรอบเกือบ 6 ปี สะท้อนภาคแรงงานฟื้นตัว ii) ฤดูรายงานงบไตรมาส 2/56จบแล้ว คาดมีขายรับข่าวบ้างในหุ้นกำไรต่ำคาด / ไม่มีปันผลระหว่างกาล iii) อย่างไรก็ดี SET ซื้อขายที่ค่า fwd PE ต่ำกว่า 13 เท่า ซึ่งรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง QE ไปมากแล้ว SET จึงไม่น่าลงแรง กลยุทธ์: พอร์ตมีหุ้นถือไปก่อน ถ้าจะเพิ่มพอร์ตรอซื้อช่วงอ่อน เน้นหุ้นมีปันผลระหว่างกาล และหุ้นเล็กมีข่าวเฉพาะตัว

หุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน

ซื้อ BTS*, AI

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ภาพรวมการลงทุนวันนี้ยังคงขาดความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง อีกทั้งเป็นการซื้อขายสุดท้ายของสัปดาห์ ทำให้ภาพ SET INDEX วันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,440 – 1,465/70 จุด ขณะที่เงินทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยหนาแน่นขึ้น กลายเป็นตัวแปรที่ปิดความเสี่ยงของ SET INDEX ช่วงสั้นๆ ได้เช่นกัน

สำหรับปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า MBKET ให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญคือ การประกาศ GDP ใน 2Q56 โดยสภาพัฒน์ฯ เช้าวันจันทร์ที่ 19 ส.ค. และการประชุมสภาฯ ต่อการพิจารณาร่างพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทในวันที่ 21-22 ส.ค. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดภาพรวมปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ และการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้

MBKET ยังคงแนะนำให้เลือกลงทุนรายตัว (Stock Selection) ต่อผลการดำเนินงาน และ/หรือ เงินปันผลระหว่างกาลเป็นสำคัญ โดยอาจพิจารณาขายทำกำไรบริเวณ 1,480+/- จุด

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ทยอยสะสม” BTS ต่อประเด็นเงินปันผลระหว่างกาล และโอกาสออกวอแรนท์ให้แก่ผู้ถือหุ้น

กลยุทธ์ทางเลือกวันนี้ (S50U13): MBKET แนะนำ “พอร์ตเปิด Long และเน้นกลยุทธ์ Swing  Trade เน้นปิดความเสี่ยงท้ายสัปดาห์ พิจารณาแนวต้านวันนี้จำกัด 985/988 จุด” ระดับตัดขาดทุนกำไร คือ ดัชนีต่ำกว่า 975 จุด

ที่มา ข่าวหุ้น

โบรกแนะเลือกซื้อ 10 บจ.ส่งสัญญาณรุ่ง ดัชนีผันผวน ตัวเลขศก.จีนไม่สดใส รอซื้อช่วงอ่อนตัว

นักวิเคราะห์คาดว่า หุ้นไทยวันนี้ผันผวนในกรอบ โดยนักลงทุนต้องระวังมากขึ้น หลัง upside เริ่มจำกัด รอซื้อหุ้นเฉพาะช่วงอ่อนตัว เน้น 10 หุ้นเด่น ได้แก่ CPALL, UKEM, CK, SPALI, CPF, JAS, KTB, KCE, THAI,QH

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า แม้ยังลุ้นเป้า 1550 จุดได้แต่ Upside เริ่มจำกัด ดังนั้นรอซื้อเฉพาะเมื่ออ่อน

กลยุทธ์ : เนื่องจากเป้าหมายทางพื้นฐานกรอบแรกยังรอลุ้นดัชนีขยับเข้าใกล้ 1550 จุดได้ ดังนั้นแนะนำเน้นถือต่อเนื่องได้ แต่กรอบการขึ้นถือว่าเริ่มจำกัดมากขึ้น ขณะที่ผ่านมา SET บวกมาพอควรแล้วด้วย ดังนั้นถ้าจะเลือกหุ้นเข้าซื้อ แนะนำให้รอช่วงตลาดอ่อนตัวจะเหมาะสมกว่าการซื้อไล่ราคา เพราะความเสี่ยงจะเริ่มสูงมากขึ้นแล้ว

หุ้นเด่นทางเทคนิค :  CPALL, UKEM, MINT (SBL)

แนวโน้ม : แม้ว่าเมื่อวานนี้ SET จะยังแกว่งบวกต่อเนื่องได้ดี แต่เกือบจะตลอดทั้งวันก็อยู่ในลักษณะแกว่งทรงตัวแคบๆ ก่อนที่จะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงท้ายตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาดัชนีขยับขึ้นมาค่อนข้างเร็วพอควร ขณะที่บรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศเช้านี้ก็ไม่ได้สดใสนัก หลังมีรายงานว่าดัชนีการผลิตของสหรัฐหดตัวลงอย่างผิดคาด ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกได้ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นสหรัฐยังสามารถปิดบวก เพราะได้รับแรงหนุนจากการรายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของบริษัทเอกชน แต่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเริ่มเปิดมีทั้งบวกและลบให้เห็นอีกครั้ง หลังวานนี้ส่วนใหญ่ขยับบวกได้ดีเช่นเดียวกับ SET ทำให้ FSS คาดว่า SET ยังมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนและพักตัวลงก่อนได้ แต่กรอบการลงยังจำกัด และในที่สุดแล้วยังมีแนวโน้มที่จะแกว่งไต่ระดับขึ้นไปหาเป้าหมายแรกตามพื้น ฐานที่ 1550 จุดหรือใกล้เคียงได้

แนวรับ  1510-1507 , 1502-1497  จุด  แนวต้าน  1515-1518 , 1526-1530 จุด

บล.ฟิลลิป ระบุว่า ตลาดหุ้นวันนี้ ผันผวนในกรอบ 1500-1530 โดยตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวขึ้น 2.12% ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ หลังตัวเลขยอดขายบ้านมือ 2 ของสหรัฐลดลง ทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าเฟดจะยังคงดำเนิน QE ต่อ

คาด SET จะเริ่มผันผวนในกรอบจำกัดมากขึ้น หลังวานนี้ปิดพุ่งไปมากกว่า 30 จุด อาจทำให้มีแรงขายทำกำไรระยะสั้นสลับเข้ามามากขึ้น เช้านี้ มีลุ้นตัวเลข HSBC Flash PMI ของจีน ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนค่อนข้างมาก อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้มาก อย่างไรก็ดี หากตัวเลขแย่กว่าคาด อาจทำให้นักลงทุนมีความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีนมาก ขึ้น

ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแต่อยู่ในปริมาณไม่มากนัก หากแต่ถือสถานะด้านซื้อสุทธิในตลาดอนุพันธ์เกือบ 1.9 พันสัญญา จึงยังมองบวกต่อภาพรวม ขยับพอร์ตระยะสั้นมาที่ 75% ได้ หาก SET ไม่รีบหลุด 1500 จุด ไปเสียก่อน

แนวต้าน : 1520-1530 แนวรับ : 1500-1488

พอร์ตระยะสั้น : หุ้น 75% เงินสด 25%

• หุ้นถือต่อในพอร์ต (ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : SINGER (24.9), TOP (68), DEMCO (10.8)

• หุ้นแนะนำเพิ่ม (ราคาเป้าหมายระยะสั้น) :

CK (22.7) คาดงบ 2Q โตดี Backlog สูงประกันการเติบโตของรายได้

SPALI (20) ราคาเริ่มฟื้นตัว Backlog ยังสูง รองรับการเติบโตถึงปีหน้า+Dividend yield ดี• หุ้นที่ปรับออก : HEMRAJ ทำกำไร ~9.82% INTUCH ทำกำไร ~8.12%

บล.ไทยพาณิชย์ ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (24 ก.ค.) ว่า SET ผ่านเลขกลมๆ อย่าง 1500 จุด ได้อย่างไม่ยากเย็น ช่วงนี้เหมือนฝั่งเอเชียบ้านเราจะกลับมาดูดีอีกครั้ง กระตุ้นกระแสโดยยักษ์หลับอย่างจีนเริ่มมีการเคลื่อนไหว เล็งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ GDP ต่ำกว่า 7% ด้าน SET วันนี้ ยังขึ้นได้ต่อ เพื่อไปสู่แนวต้านถัดไปที่ 1517 และ 1530 จุด ตามลำดับ ซึ่งถึงบริเวณนี้ เรามองจะมีแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นอีกครั้ง กลยุทธ์ นักเก็งกำไร Trading ต่อ และขายตามแนวต้านที่กำหนด ส่วนนักลงทุนรอการถดถอยก่อน ภาพใหญ่ ตลาดยังไม่ไปไหนไกลนัก ไม่ต้องกลัวตกรถ ด้านหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ CK และ QH

บล.กสิกรไทย ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุน: “การวางกลยุทธ์จากนี้จะแตกต่างกันไปตามต้นทุน ตลาดระยะสั้นอาจแกว่งเพราะตัวเลขเศรษฐกิจจีนเช้านี้ที่ยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม การขาดดุลที่มากกว่าคาดของญี่ปุ่นส่งผลบวกต่อการอ่อนค่าของเยน และมาจากการนำเข้าที่ขยายตัวอย่างมาก จึงอาจส่งผลบวกต่อตลาดเอเชีย คนที่ทุนสูงเน้น selective buy แบบมี stop loss ส่วนคนทุนต่ำยังอาจเสี่ยงถือเพื่อลุ้นตลาดขึ้นทดสอบ 1520-1550 หุ้นแนะนำ KTB KCE THAI

KGI ประเมิน SET วันพุธเปิดทรงๆ ก่อนขึ้นต่อ แต่จะผันผวนมากขึ้น ตามปัจจัยแวดล้อมดังนี้ i) จิตวิทยาจากหุ้นสหรัฐฯ ยังดี โดยดาวโจนส์ทำจุดสูงสุดใหม่ตามกำไรของบริษัทใหญ่ๆ สูงกว่าที่ตลาดคาดii) ต่างชาติและกองทุนไทยยังช่วยกันเก็บหุ้น สะท้อนความมั่นใจที่สูงขึ้น iii) อย่างไรก็ดี SET จะเริ่มอืดหากขึ้นถึง 1,520-1,530 จุดซึ่งเทียบเท่า consensus fwd P/E ประมาณ 13.5 เท่า (คำนวณจาก EPS สิ้นไตรมาส 3 ) ซึ่งเป็น P/E ที่เหมาะสมกับภาวะที่นโยบาย QE ของสหรัฐฯ มีความไม่แน่นอน กลยุทธ์: ถือหุ้นต่อไปก่อน หรือซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัวที่มีข่าว/แนวโน้มกำไรโดดเด่นและมีเงินปันผล ระหว่างกาล หากดัชนีฯ ขึ้นได้ถึงระดับ 1,530 จุด แนะขายหุ้นล็อกกำไรเพื่อรอติดตามสถานการณ์อีกครั้ง

หุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน 

เก็งกำไร CPF / JAS

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ดัชนีที่เกิน 1,500 จุด ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเลือกหุ้นปันผลเด่นหรือหุ้นพื้นฐานเด่น แต่ยัง laggard เลือก CPALL (FV@B60) เป็น Top pick

ที่มา ข่าวหุ้น

โบรกแนะเลือกซื้อ 10 บจ.ส่งสัญญาณรุ่ง ดัชนีผันผวนรอประชุมเฟด หวังกลุ่มพลังงานหนุนตลาด

เช้านี้ (17/06/2013) ณ เวลา 9.36 น. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.67 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียมีทั้งปรับตัวอยู่ในแดนบวกและลบ นักวิเคราะห์วันนีดัชนีหุ้นไทยกแกว่งตัวรอผลประชุมเฟด ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งหลังวิตกปัญหาซีเรียหนุนการฟื้นตัวหุ้นกลุ่มพลังงาน TOP, SVI, INTUCH, TTA, BEC, KBANK, BBL, KTB, SIRI, QH เป็นต้น

 ขณะที่บล.ไทยพาณิชย์แนะสะสมหุ้นช่วงดัชนีต่ำกว่า 1400 จุด ได้แก่ ADVANC INTUCH KTB SIRI QH CK BTS และ THAI ส่วนบล.กสิกรไทย แนะสะสมหุ้นที่ลงมากและอาจเป็นเป้าเก็งกำไร PS JAS CPN TCAP INTUCH ADVANC ROBINS MINT BGH

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า วันนี้ SET ยังคงผันผวนตามตลาดหุ้นโลก ซึ่งรอผลการประชุม FOMC 18-19 มิ.ย. นี้ ที่จะมีผลต่อการสรุปการถอน QE ก่อนสิ้นปีนี้ กลยุทธ์สะสมหุ้น 40% เลือกหุ้น Global ผสม Domestic Playsและเลือก TOP (FV@B77.83) และ SVI (FV@B5.25) เนื่องจากมีค่า beta น้อยกว่า 1 เท่า น่าจะลดความผันผวนของตลาดได้ระดับหนึ่ง และมี Dividend yield ในระดับที่น่าพอใจ 4.2% และ 4.9% ตามลำดับ

บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า SET วันนี้ จนถึงกลางสัปดาห์ ก่อนรู้ผลประชุมเฟด จะชะลอตัว หรือทรงตัว เพื่อรอความชัดเจน เช่นเดียวกับตลาดหลักทั่วโลก รวมถึงเหตุผลด้าน Technical ซึ่งในระยะสั้นเข้าสู่ Overbought area แนวรับมีที่ 1400 จุด ซึ่งเป็น Gap ที่เปิดไว้ รวมถึง 1375 จุด ณ ระดับ Forward PER ของ SET ที่ 12.50X กลยุทธ์ นักเก็งกำไร ขายทำกำไรไปก่อน และรอรับใหม่ ส่วนนักลงทุน สะสมหุ้น โดยเฉพาะต่ำกว่า 1400 จุด โดยหุ้นเด่นในกลุ่มหลักย่อมเป็นเป้าหมายการซื้อกลับ รวมถึงเราชอบในหุ้นดังต่อไปนี้ ADVANC INTUCH KTB SIRI QH CK BTS และ THAI

บล.ฟิลลิป ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นวันนี้ : อิงทางบวก แต่ยังผันผวนสูง  ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ดีดตัวแรงกว่า 60 จุด หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด รวมถึงมีแรงซื้อจากทริกเกอร์ฟันด์เข้ามาหนุน โดย SET ปิดตลาดมาที่ 1,465.27 จุด

ภาพรวมตลาดดูดีขึ้น หลังการดีดตัวแรง พร้อมการชะลอแรงขายของต่างชาติ ขณะที่ได้แรงหนุนจากการซื้อสุทธิของกลุ่มสถาบันฯ ส่วนหนึ่งจากการทยอยออกกองทุนของทริกเกอร์ฟันด์

คาด SET วันนี้ยังผันผวนอิงทางบวก แม้ดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ปรับตัวลง แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบสหรัฐท่ามกลางความวิตกเรื่องปัญหาในซีเรีย จะช่วยหนุนหุ้นการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มพลังงานได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความผันผวนระหว่างวันจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัจจัยหลักที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้ คงอยู่ที่การประชุมเฟดในวันที่ 18-19 มิ.ย. กรณียืน 1440 ได้ ระยะสั้นอาจเพิ่มพอร์ตเก็งกำไรกลับไปที่ 50% แนวต้าน: 1487-1520 แนวรับ: 1453-1440

พอร์ตระยะสั้น : หุ้น 50% เงินสด 50%

• หุ้นถือต่อในพอร์ต (ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : QTC (5.90), ROBINS (73), QH (3.50)

• หุ้นแนะนำเพิ่ม (ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : BEC (66.0) เข้าสู่ช่วง High season ในไตรมาส 2 คาดจะเห็นกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่

• หุ้นที่ปรับออก: —

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้ ต่างชาติเริ่มมียอดซื้อบ้าง ทำให้คาดว่าโอกาสกลับไปแกว่งบวกเริ่มมีมากขึ้น

กลยุทธ์ : FSS คาดว่าโอกาสเริ่มน้อยลงที่ SET จะปรับตัวลงรุนแรงต่ออีก ขณะที่ระดับดัชนีปัจจุบันลงมาต่ำจนน่าสนใจ ดังนั้นเราจึงแนะนำให้กลับเข้าเลือกหุ้นทยอยซื้อสะสมได้อีกครั้ง โดยแนะนำกลุ่มแบงก์ (KBANK, BBL, KTB), กลุ่มบ้าน (SIRI, QH) เป็นต้น

หุ้นเด่นทางเทคนิค  MONO, DEMCO, GLOW (SBL)

แนวโน้ม ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาอ่อนแอ ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและข้อมูลด้านการผลิต ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงเกือบ 1% อีกครั้ง แต่ก็ช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนคาดหวังว่าเฟดอาจจะยังไม่ลดขนาดโครงการซื้อ พันธบัตรลงในเร็วๆ นี้ เพื่อที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อเนื่อง จึงทำให้ตลาดหุ้นยุโรปยังคงขยับบวกต่อได้ อย่างไรก็ตามคาดว่านักลงทุนจะยังรอดูผลการประชุมของเฟดในช่วง 18-19 มิ.ย.นี้อีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ยังคงเปิดทำการด้วยการแกว่งตัวผันผวนมีทั้งบวก และลบให้เห็น ซึ่ง FSS คาดว่าตลาดหุ้นไทยก็มีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวผันผวนและย้อนลบลงด้วยเช่นกัน หลังจากที่ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว SET ดีดกลับขึ้นมาแรงพอควร อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงแรงของ SET ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาและจากการประเมินแนวโน้ม SET เทียบกับอดีต ทำให้คาดว่า Downside ของการปรับลงน่าจะเริ่มเหลือน้อยแล้ว ขณะที่แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศก็เริ่มบางตาลง และกลับมามียอดซื้อสุทธิสลับบ้างแม้ว่าจะยังน้อย แต่ก็ถือว่าทำให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมเริ่มดูดีขึ้น เราจึงคาดว่า SET จะเริ่มแกว่งบวกได้ดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

แนวรับ  1460-1457, 1450-1440 จุด แนวต้าน 1470, 1480-1484 จุด

บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ควรเสี่ยงแบ่งขาย/ลด โดยเฉพาะหากแกว่งถึง 1480-1500 แนว โน้มตลาด: หุ้นยุโรปทรงตัว ในขณะที่สหรัฐฯ ปรับลดลงหลังตัวเลขเศรษฐกิจอาทิ อัตราการใช้ กำลังการผลิต (พ.ค.) และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (มิ.ย.) ชะลอตัวลง และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1Q56 เพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ IMF ได้เตือนว่าการหยุดใช้ QE จะส่งปลกระทบต่อความผันผวนของโลกอย่างมาก โดยไอเอ็มเอฟเรียกร้องสหรัฐยกเลิกการปรับลดค่าใช้จ่าย โดยอาจทำให้ GDP สหรัฐฯ ลดลงจากคาดการณ์ 1.9% เหลือ 1.75% และปรับลดคาดการณ์ GDP 2557 เหลือ 2.7% จาก 3.0% สัปดาห์นี้ตลาดรอจับตาการประชุมเฟด 19 มิ.ย.56 แม้เราเชื่อว่าน่าจะเห็นการคง QE เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่จากความผันผวนของดัชนีทางการเงินหลายๆตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินเยน ค่าเงินสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร10 ปี ของสหรัฐฯ ประกอบกับการที่ SET Index ฟื้นขึ้นมาเกือบ 120 จุด ในเวลาเพียง 2 วัน ทำให้การฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขึ้นทดสอบใกล้ 1500 จุด จะเริ่มเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไร ผู้ที่เสี่ยงซื้อไว้ควรแบ่งขาย ผู้ที่ติดหุ้นไว้มากและต้องการลด ควรใช้จังหวะปรับขึ้นต่อแบ่งลดเพื่อถือเงินสดเพิ่มบ้าง

ปัจจัยอื่น/ IMF– อาจปรับลด GDP ไทยลงเหลือต่ำ 5% และกังวล 3 เรื่องได้แก่ หนี้ครัวเรือนจำนำข้าว และการขยายบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐฯ / ค่าเงินบาทที่อ่อนจาก 28.55 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลดีต่อกลุ่มอาหารเกษตร ได้แก่ CFRESH TUF MALEE GFPT CPF / ท่องเที่ยว – 2Q56 เป็น low season แต่เป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นท่องเที่ยว (โดยเฉพาะหุ้นการบินที่ถูกมากเทียบกับโรงแรม)

กลยุทธ์การลงทุน: ถ้าจะเสี่ยงควรเสี่ยงทางขาย SET Index ยังมีโมเมนตัมเชิงบวกในการฟื้นตัว การกลับขึ้นมาทดสอบ 1450-1470 ได้ในเวลาเพียง 2 วัน ถือว่าโชคดี เกินกว่านี้และโดยเฉพาะการปรับขึ้นใกล้ 1500+/- (หรือสูงกว่า) ควรใช้เป็นจังหวะแบ่งขายถือเงินสดรับมือความผันผวนของตลาดทุนโลกและโอกาสถูก ขายทำกำไรหลังหุ้นขึ้นมาแรงในช่วงสั้น หุ้นแนะนำ INTUCH TTA

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง: คงน้ำหนักการลงทุนที่ 60% หลังลดไป 20% ใน 2 ครั้ง (22 ก.พ. และ 20 มี.ค.) และเราอยู่ระหว่างพิจารณาเตรียมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นเร็วๆนี้ โดยให้น้ำหนักกับการกลับมาอ่อนตัวอย่างจริงจังของเงินเยน

*หุ้นที่ลงมากและอาจเป็นเป้าเก็งกำไร – PS JAS CPN TCAP INTUCH ADVANC ROBINS MINT BGH หุ้นเหล่านี้ปรับตัวลดลงรอบนี้มากกว่า 18% (มากกว่า SET Index ที่ลง 14%) โดยเก็งก่อนประชุมเฟด และควรตั้ง stop loss สำหรับนักเก็งกำไร

*Turnaround: TTA THAI TRUE ROJNA และอาจเสี่ยงซื้อ TUF TPIPL PDI

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองดัชนีหุ้นไทยเปิดทรงหรืออ่อนบ้าง ก่อนขึ้นต่อด้วยแรงซื้อกองทุน โดยระบุว่า KGI ประเมิน SET วันจันทร์แกว่งขึ้น สถาบันซื้อหนุนต่อ โดยแม้ SET อาจเปิดอ่อนหลังพุ่งแรงเมื่อวันศุกร์ ผนวกกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แต่น่าจะฟื้นตัวในวันได้ค่าเงินบาททรงตัวทางแข็งเช้านี้และเงินเยนกลับมา อ่อนเล็กน้อย เป็นผลดีต่อกระแสทุนต่างชาติในเอเชีย (คาดต่างชาติจะขายน้อยลงมากหลังยอดสะสมจากปี 2555 เข้าใกล้ศูนย์) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ขึ้นมาแล้ว 6% จากต้นเดือน มิ.ย. แม้หุ้นจะร่วงหนัก จะหนุนหุ้นพลังงานในระดับหนึ่ง ด้านเม็ดเงิน LTF ที่น่าจะเข้ามามากในปลายสัปดาห์ที่แล้ว ผนวกเงินกองทุน Trigger จะหนุนสถาบันซื้อต่อ ปัจจัยสำคัญสุดสัปดาห์นี้คือ US FOMC ประชุมคืนวันพุธ ติดตามแนวนโยบาย QE กลยุทธ์: ถือหุ้นต่อจากวันศุกร์ หรือซื้อเก็งกำไรเพิ่มสั้นๆ ได้

ที่มา : ข่าวหุ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>