ผู้บริหาร SEAOIL เผยซื้อหุ้นเพิ่มทุน JUTHA ลงทุนส่วนตัว,เชื่อปีนี้โตตามเป้า

นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม กรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีออยล์ (SEAOIL) เปิดเผยกับ “อินโฟเควสท์” ว่า การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) ของบมจ.จุฑานาวี (JUTHA) เป็นการลงทุนส่วนตัวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการของ SEAOIL หรือมีแผนการจับมือกันระหว่าง SEAOIL และ JUTHA แต่อย่างใด

แต่การเข้าซื้อหุ้น JUTHA ในครั้งนี้ มองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน เนื่องจากทางครอบครัวของตนเองทำธุรกิจเกี่ยวกับเรือ(กลุ่มนทลิน)โดยมีเรือขน ส่งน้ำมันเป็นหลัก ทำให้อยากลองหาโอกาสในธุรกิจเรือประเภทอื่น ซึ่ง JUTHA มีรูปแบบของเรือบรรทุกสินค้า แตกต่างจากกลุ่มนทลิน ประกอบกับมองแนวโน้มตลาดของ JUTHA มีการเติบโตในอนาคต แม้ว่าผลประกอบการจะออกมายังไม่แน่นอนนักในขณะนี้

อนึ่ง นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ JUTHA จำนวน 15 ล้านหุ้น และนางสาวปาลีรัฐ ปานบุญห้อม เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ JUTHA จำนวน 7.45 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นละ 4.50 บาท

“ที่เราซื้อหุ้นของ JUTHA เป็นเรื่องการลงทุนส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทาง SEAOIL เลย ต้องบอกว่า JUTHA เป็นเรือเบ๊าท์ไม่ใช่เรือขนส่งน้ำมัน ที่ซื้อเพราะทางบ้านทำธุรกิจเรืออยู่แล้ว โดยมีเรือน้ำมันเป็นหลัก อยากลองธุรกิจเรือประเภทอื่นบ้าง ก็ลองดูว่าเรือเบ๊าท์จะเป็นยังไง ทำให้เราลองมาลงทุนดู ไม่เกี่ยวกับ SEAOIL อนาคตเราจะทำอะไรร่วมกับ JUTHA ไหม อันนี้เราไม่ได้ plan ไว้ ตอนนี้ก็ไม่มี project ร่วมกัน เพราะเราซื้ออยากลงทุนส่วนตัวจริงๆ

มองว่า JUTHA มีผลประกอบการที่ผ่านมาดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่อนาคตเห็นการที่ตลาดจะโตได้ ทำให้ลองซื้อเก็บไว้ น่าเป็นโอกาสที่การลงทุนหุ้นตัวนี้มีโอกาสเติบโตเป็นไปได้มากกว่า ส่วนจะเก็บหุ้นเพิ่มหรือไม่ก็ยังไม่คิดไว้ คงไว้เท่านี้ก่อน ลองดูโอกาสอีกทีค่อยว่ากัน เราซื้อหุ้น JUTHA 15 ล้านหุ้น ส่วนที่เหลือเป็นของพี่สาวซื้อ”นางสาวนีรชา กล่าว

สำหรับผลประกอบการ ในปีนี้ของ SEAOIL มั่นใจว่ารายได้ยังเติบโตได้ตามเป้าที่ 20% จากปีก่อน โดยไตรมาส 3/56 แนวโน้มยังรักษาระดับการเติบโตในระดับที่ดี และไตรมาส 4/56 จะพยายามทำให้ผลประกอบการรักษาระดับใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งโดยปกติในไตรมาส 4 ของทุกปีผลประกอบการมักจะออกมาต่ำกว่าไตรมาสอื่นๆ

“เราก็งยังมั่นใจ รายได้ปีนีโต 20% จากปีก่อน ส่วนไตรมาส 3/56 ยังรักษาระดับการเติบโตได้ดี ใกล้ๆประกาศงบคุยกันอีกที และไตรมาส 4/56 เป็นช่วงโลว์ซีซั่น เพราะเป็นหน้ามรสุมของฝั่งอ่าวไทย แต่จริงๆฝั่งอ่าวไทยก็โลว์ซีซั่นตลอด เราก็จะขยายตลาดทางฝั่งอันดามันเพื่อมาทดแทนในช่วงนี้ ไม่อย่างนั้นยอดขายในไตรมาส 4 ก็คงตกลงในทุกๆปี แต่ฝั้งอันดามันยังไม่รับมรสุมมาก การขยายตลาดฝั่งนี้เป็นการทดแทนและทำให้ผลประกอบการในแต่ละไตรมาสใกล้เคียง กัน ซึ่งไตรมาส 4 ของทุกปีจะน้อยกว่าไตรมาสอื่นๆ แต่ปีนี้จะพยายามให้ไม่น้อยกว่า”นางสาวนีรชา กล่าว

ส่วนการเจรจากับ ลูกค้าในอินโดนีเซียนั้น นางสาวนีรชา กล่วยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาแต่อย่างใด แต่มีลูกค้าจากอินโดนีเซียเข้ามาติดต่อบริษัทอยู่เรื่อยๆ ขณะที่ทางบริษัทยังเน้นการขยายตลาดทางฝั่งอันดามันมากกว่า และทางด้านน่านน้ำกัมพูชา ส่วนทางอินโดนีเซียยังไม่ได้เน้นมากนัก

“การขยายตลาดของเรามาทางอันดามันมากว่า แต่อินโดนีเซียถ้ามีโอกาสเราคงไป แต่ยังไม่มีชัดเจนว่าจะทำสัญญา ยังไม่ได้มีลูกค้าที่แนวโน้มทำข้อตกลงกัน การขยายตลาดต่างประเทศเป็นโอกาสเรา โดยเฉพาะทางฝั่งอันดามันที่เราทำอยู่และที่อื่นๆ ก็จะขยายมากขึ้น โดยเฉพาะในกัมพูชา อินโดฯเรายังไม่เน้น ถ้ามีโอกาสและมีลูกค้าเราก็ไป แต่ไม่มีลูกค้ารายไหนทำข้อตกลง จริงๆก็มีลูกค้าอินโดฯเข้ามาติดต่อเรื่อยๆ”นางสาวนีรชา กล่าว

ที่มา อินโฟเควสท์

Incoming search terms:

บทวิเคราะห์ SEAOIL

บทวิเคราะห์ SEAOILจาก FNSYRUS  Click  >>>>>> บทวิเคราะห์ SEAOIL

ค่าสถิติสำคัญ (ณ วันที่ 13 ก.ย. 2556)
P/E (เท่า)   17.93 อัตราเงินปันผลตอบแทน (%)   –
P/BV(เท่า)   N.A. มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (ล้านบาท)   1,314.00
ตลาด mai
กลุ่มอุตสาหกรรม MAI Industry
หมวดธุรกิจ
ธุรกิจขนาดกลาง
วันที่เข้าซื้อขายวันแรก 05 ก.ย. 2556
รายละเอียดเกี่ยวกับทุน
ราคาพาร์ 1.00 บาท
หุ้นสามัญ
ทุนจดทะเบียน 180,000,000.00 บาท
ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 180,000,000.00 บาท
หุ้นบุริมสิทธิ
ทุนจดทะเบียน
ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว
ข้อจำกัดหุ้นต่างด้าว 49.00000 %
หมายเลขกำกับหลักทรัพย์
  ในประเทศ TH4791010002
  ต่างด้าว TH4791010010
  NVDR
วันปิดรอบบัญชี 31/12
ชื่อผู้สอบบัญชี
  1. นาย บุญเลิศ แก้วพันธุ์พฤกษ์
    (บริษัท บีพีอาร์ ออดิท แอนด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด)

SEAOIL ไม่ทำให้ผิดหวัง

คุณสมพล จากประชาชื่น กรุงเทพฯ พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหุ้น SEAOIL หรือ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่นสำหรับลูกค้าทางทะเล ทางบก และธุรกิจบริการในธุรกิจจัดหาอาหาร วัตถุดิบ และให้บริการอื่นๆ แก่ที่พักอาศัยในทะเล เรือเดินทะเล แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ (Supply Management) ว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง และไม่มีทีท่าจะอ่อนตัวลงมาง่ายๆ นั้น เขาพูดกันว่า เป็นเพราะผู้ถือหุ้นใหญ่มีความจริงใจกับผู้ถือหุ้นรายย่อย จึงไม่มีการสาดหุ้นออกมาในกระดาน ส่งผลให้ราคาหุ้นไต่เพดานสูงขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญเขาพูดกันว่า หุ้นตัวนี้ราคาไม่แพง แถมหุ้นที่นำมาทำ IPO ก็มีแค่ 70 ล้านหุ้น มองจากมุมของนักเล่น ยังไงหุ้นก็ต้องไปต่อ จึงอยากรู้ว่า หุ้นมีโอกาสวิ่งขึ้นไปยืนเหนือ 10 บาทมากน้อยขนาดไหนครับ

ถ้าวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวจากข่าวสารรอบด้านที่แพร่กระจายในเวลานี้ อาจารย์ต้องยืนยันกลับไปว่า SEAOIL หรือ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงเป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่คิดเหมือนกันว่า ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จึงไล่ซื้อหุ้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น ผนวกกับหุ้นตัวนี้มีเจ้าภาพที่ดูแลเป็นอย่างดี จึงไม่มีรายการแตกแถว ผิดคิวเกิดขึ้น
ถามว่า เรื่องดังกล่าวมีมูลความจริง และน่าเชื่อถือขนาดไหน?

อาจารย์ขอตอบว่า ถ้าไม่เป็นเหมือนกับที่พูด ป่านนี้ราคาหุ้นคงรูดลงไปนานแล้ว และควรจำไว้ว่า เรื่องพรรค์นี้ไม่มีใครออกมาเปิดตัวหรอก เพราะจะกลายเป็นเป้านิ่งให้ ก.ล.ต.ตามสอยในภายหลัง จึงพูดกันได้แต่ทางลับๆ หรือ เอ่ยได้เฉพาะอักษรย่อ ของคนที่เป็น market maker เท่านั้น

ที่สำคัญก็คือ เรื่องข้างต้นที่อาจารย์พูดถึงเป็นเพียงองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ส่วนองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืนก็คือ “ผลประกอบการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ” นั่นเอง

เนื่องจากตัวเลขผลประกอบการจะเป็นตัวกำหนดราคาหุ้นควรจะขึ้นไปอยู่ในระดับ ไหน? ขณะเดียวกันก็เป็นตัวที่ส่งสัญญาณให้รู้ว่า ราคาหุ้นต่ำเกินไปหรือเปล่า? แต่เรื่องทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุนว่ามองเรื่องดังกล่าวเป็น “เชิงบวก” หรือ “เชิงลบ” มากกว่ากัน

สำหรับกรณีของ SEAOIL อาจารย์มองเรื่องนี้เป็นไปในโทนบวก เพราะผลประกอบการในปี 56 เติบโตดีกว่าปี 55 อย่างชัดเจน และเมื่อนำเอากำไรต่อหุ้นปี 56 ซึ่งหลายคนประเมินว่า จะทำได้ในระดับ 0.80 บาท มาใส่สูตร ค่า P/E = 12 เท่า ราคาเป้าหมายน่าจะอยู่ที่ระดับ 9.60 บาท แต่ถ้าขยับเป็น P/E = 15 เท่า(เท่ากับ P/E ของตลาด) ราคาเป้าหมายปีนี้น่าจะอยู่ที่ 12 บาท

ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้นตัวนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง

Incoming search terms:

“ซีออยล์” พร้อมขายหลัง กลต.ไฟเขียว เคาะช่วงราคา 3.00 -3.50 บาท

“ซีออยล์” เตรียมขายหุ้น IPO จำนวน 70 ล้านหุ้น หลัง ก.ล.ต.อนุญาตแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ พร้อมกำหนดช่วงราคา IPO ระหว่าง 3.00 -3.50 บาท ด้านเคจีไอในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย มั่นใจหุ้นจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน

นางสาวพัชพร สรรคบุรานุรักษ์ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญของ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAOIL ผู้ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งทางทะเลและทางบกระดับแนวหน้าของไทย  เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัท เซจ แคปปิตอล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 70 ล้านหุ้น ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้วนั้น ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ ของซีออยล์แล้ว โดยบริษัทฯ อยู่ในขั้นตอนเตรียมการกระจายหุ้นต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 3.00 – 3.50 บาท และกำหนดระยะเวลาจองซื้อระหว่างวันที่ 26 – 29 สิงหาคม 2556

ทั้งนี้ ซีออยล์มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพการเติบโตสูง ซึ่งเห็นได้จาก 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้เติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2553 – 2555 อยู่ที่ 31.50% ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ย 50.86% ต่อปี และมีอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 2 ปี 2556 ROE ของบริษัทฯ สูงถึง 40.51%  ประกอบกับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก ปี 2556 บริษัทฯ มีรายได้ 1,322.40 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.21% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันเมื่อปีก่อน และมีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 41.58 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 56.15%  อีกทั้ง บริษัทฯ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2556 บริษัทฯ มี D/E อยู่ที่ 1.00 เท่า ลดลงจาก 1.57 เท่า ในปี 2553

ปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้หลักมาจากการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นให้กับลูกค้าทางทะเล รวมถึงการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นให้แก่ลูกค้าทางบก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้จากธุรกิจจัดหาอาหาร วัตถุดิบ และให้บริการอื่นๆ แก่ที่พักอาศัยในทะเล เรือเดินทะเล และแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในทะเล (Supply Management) อีกด้วย

“เรามั่นใจในศักยภาพการเติบโตของซีออยล์มาก จากผลงานที่เติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา และโอกาสในการเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้ารายใหม่ตามแผนงานของบริษัทฯ จากการขยายตัวของปริมาณขนส่งทางน้ำรวมของประเทศ ปริมาณการเติบโตของเรือจดทะเบียนในประเทศที่เติบโตสูง และการขยายตัวของอุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในทะเล การระดมทุนในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก” นางสาวพัชพร กล่าว

นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAOIL กล่าวว่า ปัจจุบันถือว่าบริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ โดยมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแผนในการขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไปในอนาคต จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 15 ปี ทั้งด้านความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของคุณภาพสินค้าและบริการ โดยบริษัททำการจัดหาน้ำมันจากผู้ผลิต/ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือ อาทิ ปตท. บางจาก เชลล์ เชฟรอน ไออาร์พีซี ไทยออยล์ เป็นต้น

นอกจากนี้ การขายน้ำมันของบริษัทฯ มีลักษณะที่จะต้องได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้วเท่านั้น จึงจะทำการสั่งซื้อน้ำมันไปยังผู้ผลิตหรือผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ทำให้ไม่มีการสำรองน้ำมัน บริษัทฯ จึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของความผันผวนของราคาน้ำมัน ประกอบกับการกำหนดราคาขายน้ำมันด้วยวิธี Cost plus margin ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถทำกำไรจากน้ำมันที่ขายได้ทุกหยด

“บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถขยายธุรกิจทั้งจากการเพิ่มยอดขายของกลุ่มลูกค้าเดิมและรายได้เพิ่มเติมจากกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ โดยการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมถึงขยายการจำหน่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต”

นางสาวนีรชา กล่าวต่อว่า สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการการเสนอขายหุ้นไอพีโอนั้น เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจต่อไปในอนาคต โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะขยายขอบเขตการให้บริการกว้างออกไปให้ครอบคลุมน่านน้ำทั้งในและนอกประเทศที่ใกล้เคียง ซึ่งภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าบริษัทฯ จะมีความน่าเชื่อถือทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ การเข้าหาลูกค้ารายใหม่ รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อนึ่ง บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 180 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท แบ่งเป็นทุนชำระแล้ว 110 ล้านหุ้น โดยจะเสนอขายต่อประชาชน 62.3 ล้านหุ้น และที่เหลืออีก 7.7 ล้านหุ้นเสนอขายกรรมการและผู้บริหารของบริษัทและบริษัทในกลุ่มของบริษัทแม่ที่ราคา IPO เช่นเดียวกันกับประชาชนทั่วไป

ที่มา อีไฟแนนซไทย

“ซีออยล์” โชว์กำไรครึ่งแรก ปี 56 พุ่งกว่า 56%-เดินหน้าเข้าเทรด mai

“ซีออยล์” ยิ้มกำไรครึ่งปี 2556 เติบโตกว่าโตอยู่ที่ 56.13% และมีรายได้รวมกว่า 1,322 ล้านบาท จากปริมาณการขายน้ำมันที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งรวมถึงการขยายการบริการเพิ่มเติมไปยังธุรกิจ Supply Managementและการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าที่มีอัตรากำไรดี พร้อมเดินหน้าเข้าเทรดตลาด mai รอ ก.ล.ต.อนุมัติ

นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAOIL เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2556 เติบโตกว่า  56.15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันเมื่อปีก่อน  โดยบริษัทฯ มีรายได้ 1,322.40 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.21% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันเมื่อปีก่อน และมีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 41.58 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 56.13%  และมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า 40%  อีกด้วย

ทั้งนี้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 41.58 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 56%  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  โดยเป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่สูงขึ้น จากการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังลูกค้ารายใหม่ ซึ่งมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น  อีกทั้งบริษัทมีการขยายธุรกิจไปยังการจำหน่ายน้ำมันทางบก การให้บริการในธุรกิจบริการด้านอาหาร ทำความสะอาด และซักรีดให้แก่พนักงานประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันบนเรือพักอาศัย (Catering and Service) และการให้บริการจัดหาวัตถุดิบเพื่อใช้ในการเตรียมอาหาร จัดหาเสบียง และบริการอื่นๆ (General Supply) ในขณะที่ การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัทที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าที่มีอัตรากำไรดี ส่งผลกำไรเติบโตก้าวกระโดดดังกล่าว

ปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้หลักจากการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นจำนวน1,287.83 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 97.39% จากรายได้ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันทางทะเล1,188.39 ล้านบาท และมีรายได้จากทางบก 99.44 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจบริการ Catering and Service และ General Supply จำนวน 31.12 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.35% จากรายได้ทั้งหมด และที่เหลืออีก 0.26% เป็นรายได้อื่นอีก จำนวน 3.45 ล้านบาท

บริษัทฯ มีปริมาณการขายน้ำมันในงวด 6 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 49.75 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นคิดเป็น 14.46% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันเมื่อปีก่อนซึ่งมีปริมาณการขาย 43.46 ล้านลิตร  โดยบริษัทฯ มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทางทะเล 46.01 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 92.49% ของปริมาณการขายน้ำมันทั้งหมด โดยมีอัตราการเติบโตในงวด 6 เดือนแรกของปี 2556 เพิ่มขึ้น 14.24%  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  อย่างไรก็ตาม46%  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันเมื่อปีก่อน  ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทางบกยังมีปริมาณไม่มากนักเมื่อเทียบกับปริมาณการขายน้ำมันทางทะเล โดย บริษัทฯ มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทางบก 3.74 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 7.51% เมื่อเทียบกับปริมาณการขายน้ำมันโดยรวม

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาและรออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย

พ่อสั่งขยาย “ซีออยล์” งานด่วน “นีรชา ปานบุญห้อม”

อายุงาน MD แค่ 6 เดือน แต่ “เติ้ล” นีรชา ปานบุญห้อม นายหญิงวัย 32 ปี แห่ง “ซีออยล์” “แก่ความรอบรู้” เรื่องขายน้ำมัน

แม้จะมีอายุงานบนเก้าอี้เอ็มดีสั้นแค่ 6 เดือน!!

แต่ “ความรอบรู้” เรื่องการซื้อขายน้ำมันของ “เติ้ล” นีรชา ปานบุญห้อม ลูกสาวคนกลาง จากจำนวนพี่น้อง 3 คน ของ “เชิดชู ปานบุญห้อม” เจ้าของ “ซีออยล์” บริษัทน้องใหม่ที่เตรียมขายหุ้นไอพีโอ 70 ล้านหุ้น ภายในไตรมาส 3/56 แก่พอตัว!!

เกิดมาก็เจอพ่อขายน้ำมันกลางทะเลแล้ว!! “เติ้ล” สาววัย 32 ปี ดีกรีปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และปริญญาโทบริหารธุรกิจ RMIT University, Melbourne, Australia พยายามย้ำความปราดเปรื่องให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟัง

“ซีออยล์” ถือกำเนิดเมื่อ 15 ก่อน ภายใต้การถือหุ้นใหญ่ของบริษัท นทลิน จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจรับขนส่งน้ำมันทางเรือ ซึ่งเป็นบริษัทดั่งเดิมของครอบครัวปานบุญห้อม หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) “นทลิน” จะถือหุ้น “ซีออยล์” 47.22% จาก 77.26%

เธอ เล่าว่า จริงๆ เมื่อ 2 ปีก่อนพ่ออยากผลักดันบริษัทในเครือของ “นทลิน” ที่มีอยู่จำนวนมากเข้าตลาดหุ้น แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจดัน “ซีออยล์” เข้าเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แทน เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่ซับซ้อน และธุรกิจน่าจะเหมาะสมกับการเข้าระดมทุนมากกว่า โดยพ่อและแม่ถือหุ้นบริษัท 18.18% หลังระดมทุนจะลดเหลือ 11.11% และ“อภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร” อดีตผู้บริหารปตท.ถือหุ้น 4.55% หลังเข้าตลาดหุ้นจะไดรูท (ลด)หุ้นลงเหลือ 2.78%

“ซีออยล์” ต้องเข้าตลาดหุ้น “ธงผืนใหญ่” ของพ่อ”

เติ้ลเล่าว่า พ่อมักบอกเสมอว่า การนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น จะไม่ได้ประโยชน์เพียงแค่มีช่องทางการหาเงินทุนมากขึ้น แต่จะได้เรื่องหน้าตา และความน่าเชื่อถือเต็มๆ มาตรฐานของบริษัทจะถูกยกระดับขึ้นทันที ที่สำคัญยังสามารถขยายตัวออกไปนอกบ้านได้ง่ายมากขึ้น จากปัจจุบันขายน้ำมันให้เรือที่เทียบท่าในประเทศสิงคโปร์เท่านั้น
อนาคตอยาก “โกอินเตอร์” ด้วยการขายน้ำมันให้เรือที่เทียบท่าในประเทศกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นเรื่องที่เราอยากทำมากที่สุด เธอเล่า

ตอนนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้ตอบรับคำขออนุญาตและไฟลิ่งแล้ว เงินระดมทุนส่วนใหญ่เราจะนำไปขยายธุรกิจและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ก่อนจะเล่า “โจทย์” ที่ผู้เป็นพ่ออยากให้ลูกสาวคนนี้เร่งมือทำ เธอย้อนชีวิตวัยเยาว์ว่า จำความได้ก็เห็นแต่เรือกับน้ำมัน ตอนเด็กๆเราทุกคนในครอบครัวตัวติดกัน พ่อ ไปไหนทุกคนจะติดสอยห้อยตามไปด้วย คิดดูสิบางวันเลิกเรียนแล้วยังต้องตามพ่อไปพบลูกค้า บางครั้งก็ต้องปีนบันไดลิงขึ้นเรือเอง วันไหนปีนไม่ไหวกัปตันต้องมาอุ้มขึ้นเรือ (หัวเราะ)

คิดทุกครั้ง ก็รู้สึก “สนุก” มีโอกาสได้นั่งเรือเล็กออกไปกลางทะเล เพื่อไปเติมน้ำมันให้ลูกค้าเกือบทุกวัน ที่เล่าให้ฟังเพราะอยากให้ทุกคนเห็นภาพว่า ผู้หญิงคนนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัท และน่านน้ำทะเลมาแล้วทุกรูปแบบ คุณพ่อสอนงานมา ตั้งแต่เด็กแต่น้อย ทำให้เรารู้ว่าเรือลำใหญ่และลำเล็กต้องใช้ทำอะไร

เรียนจบแล้วอยากทำงานของครอบครัวเลยมั้ย? คงไม่ขนาดนั้น เธอบอก เป็นธรรมดาของเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆแล้วอยากทำงานนอกบ้าน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ (ยิ้ม) เพราะพ่อมาเสนอโปรเจคโน่นนี่ในบริษัทให้ทดลองทำตลอด แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ท่านพยายามให้เราค่อยๆเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ เพิ่มพูนความรู้ในสมอง เรียนรู้ไปมา เริ่มรู้สึก เออ!!ธุรกิจนี้มีความสนใจหลายอย่าง
“เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นต้องลงมาทำ” นี่คือ ความคิดในตอนโน้น!!

จริงๆแล้วเติ้ลเข้ามานั่งเป็นกรรมการบริหารได้ 2 ปีแล้ว คุณพ่อคงเริ่มเห็นว่าเพียงพอแล้วที่จะเรียนรู้งาน ท่านจึงเลื่อนตำแหน่งให้ (ยิ้ม) ตั้งแต่นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ คุณพ่อไม่เคยเข้ามายุ่งเรื่องการบริหารงานเลย ท่านมักจะปล่อยให้เราได้ลองผิดลองถูกเอง ก็เป็นสิ่งที่ดีนะได้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง “โชคดี” ตรงที่เราเป็นคนเรียนรู้เร็ว
“อายุเท่านี้ ทำได้ขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจ”

เธอ เล่าแผนธุรกิจหลังเข้าตลาดหุ้นว่า เราจะมุ่งหน้าสร้างความมั่นคงในธุรกิจถามว่าตัวเลขจะเติบโตไปในทิศทางใด คงไม่สามารถตอบตัวเลขชัดๆได้ (ที่ปรึกษาทางการเงินจาก “เซจแคปปิตอล” มานั่งคุมการสนทนาอยู่ข้างๆ) แต่เรามีเป้าหมายในใจแล้ว สุดท้ายตัวเลขเติบโตจะสูงแค่ไหนคงต้องมาลุ้นกันอีกที รับรองเราทำได้ตามพ่อหวัง “เอ็มดีสาว” สัญญา!!

ทำงานใน “ซีออยล์” มานานเกือบ 3 ปี เห็นชัดๆว่าธุรกิจมีโอกาสแตกไลน์ได้หลากหลายช่องทาง บังเอิญนิสัยส่วนตัวชอบทำอะไรที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นบริษัทของพ่อก็ควรเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน (ยิ้ม)

ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจ 2 ประเภท นั่นคือ ธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และ น้ำมันหล่อลื่น และธุรกิจให้บริการจัดหาอาหาร วัตถุดิบ และธุรกิจบริการด้านอาหาร ทำความสะอาด ที่ผ่านมาผลประกอบการของเราขยายตัวค่อนข้างมาก อย่างในปี 2553 เรามีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ 1,558 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 27.85 ล้านบาท ผ่านมาถึงปี 2555 รายได้ขยับขึ้นเป็น 2,689 ล้านบาท กำไรสุทธิ 63.39 ล้านบาท

ในฐานะเอ็มดีและลูกสาวเจ้าของบริษัท อยากเห็นธุรกิจทั้ง 2 ส่วนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของธุรกิจจัดจำหน่ายน้ามันเชื้อเพลิงและน้ามันหล่อลื่น เราอยากขยายธุรกิจออกไปในฝั่งทะเลอันดามัน โดยบริษัทจะเข้าไปหาลูกค้าตามแท่นขุดเจาะน้ำมันมากขึ้น เรียกว่า “ดิ่งตรงถึงคนซื้อ” ส่วนการขายน้ำมันบกบน แม้ตอนนี้ยังมีฐานลูกค้า น้อยราย และการแข่งขันสูง แต่ยังมีลูกค้าอีกมากให้เราเข้าไปหารายได้

ส่วน “ธุรกิจบริการ” ถือเป็นงานใหม่ชิ้นของเรา เพราะเพิ่งเริ่มทำเมื่อกลางปี 2554 โดยบริษัทจะให้บริการลูกค้าที่ทำงานอยู่ในทะเล ตามแท่นขุดเจาะน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการบริการด้านอาหาร ซักรีดเสื้อผ้า และการทำความสะอาด เราจะทำตัวเปรียบเสมือนเป็นโรงแรม อธิบายง่ายๆ หากลูกค้าต้องการอะไรให้เรียกหา “ซีออยล์” เราจะทำธุรกิจแบบ One Stop Service

แม้จะเพิ่งเข้ามาทำไม่นาน ลูกค้ายังไม่เยอะ แต่เราเห็นโอกาสในการทำธุรกิจนี้อีกมากมาย เพราะมีลูกค้าจำนวนมากทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และตามแท่นขุดเจาะน้ำมันที่มี 100 แห่ง ตอนนี้ได้ส่งทีมงานเข้าไปติดตามข่าวสารตลอดเวลา หากมีที่ไหนเปิดประมูลงาน เราจะเข้านำเสนอขอทำงานทันที ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เพียงประมาณ 3% ในอนาคตจะมากกว่านี้ ตอนนี้อยู่ระหว่างเซ็นสัญญากับลูกค้าใหม่ 2 ราย เดิมมีลูกค้าแล้วเพียง 1 ราย
กำไรขั้นธุรกิจบริการเซอร์วิส ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และสูงกว่าธุรกิจขายน้ำมันซะอีก!!
“จุดเด่น” ของ “ซีออยล์” คือ เป็นธุรกิจแบบซื้อมาขายไป (เทรดดิ้ง) บริษัทไม่มีความเสี่ยงในการลงทุนด้านเรือและรถขนส่งน้ำมัน

เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการซื้อสินทรัพย์ แต่ธุรกิจมีความจำเป็นต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการสั่งซื้อน้ำมัน เพื่อรองรับการขยายงานของลูกค้าเดิม-ใหม่ รวมถึงการขยายพื้นที่การให้บริการลูกค้า และการขยายงานออกต่างประเทศ

เธอ ทิ้งท้ายว่า หัวใจหลักของการทำธุรกิจขายน้ำมัน คือ ความเชื่อมั่นของลูกค้า คุณภาพของน้ำมัน และความแข็งแกร่งของทีมงานและการให้บริการ ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเหล่านี้ เราสั่งซื้อน้ำมันจาก“ปตท.-ไทยออยล์-ไออาร์พีซี” ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่า น้ำมันของ “ซีออยล์” วิ่งตรงมาจากคลังน้ำมันแน่นอน

ออมเงิน” จาก “หุ้นพื้นฐาน”

“เติ้ล-นีรชา” เล่าเรื่องการลงทุนส่วนตัวให้ฟังว่า ปกติจะแบ่งการ “ออมเงิน” ออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะนำเงินไปฝากแบงก์ ที่เหลือจะลงทุนในตลาดหุ้น เน้นหุ้นพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมัน และกลุ่มสถาบันการเงิน ลงทุนหุ้นพื้นฐานถือ ว่า “เสี่ยงน้อยสุด” เมื่อเทียบกับนักลงทุนรายอื่นๆที่ชอบเล่นหุ้นหวือหวา

ตัดสินใจช้อนหุ้น PTT เป็นตัวแรก ด้วยความที่อยู่ในแวดวงน้ำมัน ทำให้รู้ข่าวสาร เป็นอย่างดี เราจะรู้ว่าธุรกิจนี้จะเติบโตอย่างไร ที่สำคัญมีความเข้าใจดีมาก ตอนโน้นมีเพื่อนสนิทเป็น “มาร์เก็ตติ้ง” หลายคน เห็นเขาลงทุนเลยซื้อตาม ยังแอบคิดด้วยว่า ถ้าต้องการนำ “ซีออยล์” เข้าตลาดหุ้น เราคงต้องทดลองลงทุนบ้าง ถือเป็นความรู้

ช่วงเรียนจบมาใหม่ๆ เคยนั่งเฝ้าจอหุ้นทั้งวัน ประมาณว่าจอคอมพิวเตอร์แรกไว้ใช้ทำงาน อีกจอมีไว้เล่นหุ้น ตอนนั้นเงินเดือนจากการทำงานก็ไม่ได้เยอะแยะแค่ 18,000 บาท ฉะนั้นต้องหาเงินทางอื่นด้วย

ช่วงเวลา 10 โมงเช้า เราจะใส่ใจจอทำงานก่อน พรางหันมาเล่นหุ้นด้วย กดจอนี้ทีจอโน้นที จนตลาดปิดภาคเช้า พอบ่าย 2 มาเล่นใหม่ ทำแบบนี้ไปสักพักใหญ่ แรกๆก็เล่น “เก็งกำไร” เชื่อมั้ย!!กำไรดีมาก บางเดือนได้เงินมากกว่าเงินเดือนอีก (ยิ้ม)

แต่ปัจจุบันหันมาลงทุนหุ้นพื้นฐาน เน้นรับเงินปันผล ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ผ่านมาประมาณ 20% หุ้น บ้านปู (BANPU) เชื่อหรือไม่ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง “ซื้อ 600 บาท ขาย 800 บาท”
สุดแสนจะ “แฮปปี้มาก” แต่ตอนนี้ราคาหุ้นร่วงมาเยอะ แต่อย่าลืมนะว่าเขาจ่ายเงินปันผล 9 บาท ฉะนั้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานไม่ต้องกลัวเลย เวลาหุ้นลงเขายังมีเงินปันผลให้เรา

“ช่วงตลาดหุ้นไม่ดี เราตัดสินใจล้างพอร์ตหมดเกลี้ยง เพราะเมื่อคำนวณแล้วพบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นมีระดับต่ำกว่านำเงินไปฝากธนาคาร ขาย แล้วรอจังหวะเก็บใหม่น่าจะดีกว่า”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ดัน ‘ซีออยล์’ เข้าตลาด-รุกตปท.ภารกิจของ ‘นีรชา ปานบุญห้อม’

หลักของงานบริหารก็คือการเงิน ตอนแรกที่เข้ามาทำที่ซีออยล์ก็ดูด้านการเงินก่อนเลย ว่าเราสามารถเอาระบบเข้ามาเสริมในส่วนไหนได้บ้าง นั่นเป็นมุมมองของ “นีรชา ปานบุญห้อม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีออยล์ “นีรชา” อายุเพียง 31 ปี แต่ขึ้นแท่น เอ็มดีของบริษัท ซีออยล์ตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมา โดยงานหลักที่เธอได้รับในการยืน อยู่บนแท่นกรรมการผู้จัดการก็คือ การ ผลักดันบริษัทขึ้นเป็นบริษัทมหาชน ด้วย การเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ และการสร้างการเติบโตอีก ระลอกคลื่นให้กับบริษัท ซีออยล์

เธอเล่าว่า ตัวเธอเองคุ้นเคยกับทะเล มาตั้งแต่เล็ก เพราะคุณพ่อของเธอ “เชิดชู ปานบุญห้อม” เริ่มต้นธุรกิจเดินเรือทางทะเลมาตั้งแต่เด็กเธอยังเด็ก แต่เมื่อโตขึ้นมา เธอกลับมุ่งไปศึกษาต่อด้านนิเทศศาสตร์ เพราะนิสัยชอบความท้าทาย ชอบทำสิ่งใหม่ แต่เมื่อเริ่มเรียนไปสักพักกลับค้นพบว่าไม่ตรงกับความชอบที่แท้จริง เธอจึงเบนเข็มมาเรียนบริหารทันที และได้ค้นพบสิ่งที่เหมาะกับเธอในที่สุด โดยหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขา บริหาธุรกิจ เธอก็ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ ที่ RMIT University ออสเตรเลีย และก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้บริหารตามรอยผู้เป็นพ่อทันที

“นีรชา” เล่าว่า ตอนที่กลับมาก็เหมือนคนอื่นๆ คืออยากทำงานบริษัทดี ทำงานที่เหมาะกับเรา ได้ยื่นใบสมัครอะไรเหมือนกับคนอื่นเขา แต่ด้วยโอกาสที่คุณพ่อหยิบยื่นให้ เธอจึงได้เข้าทำงานที่บริษัท นทลิน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ซีออยล โดยงานแรกในนทลิน เธอได้ดูแลโปรเจคสร้างเฮดออฟฟิศแห่งใหม่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นสนามการเรียนรู้งานบริหารสนามแรกของเธอ

“เรียกได้ว่า โปรเจคนี้ทำเราได้เรียนรู้การทำงานด้านบริหารอย่างจริงจังเลย เพราะต้องบริหารทั้งคน ทั้งเงิน ต้องติดต่อประสานงาน ร่วมงานตั้งแต่ฝ่ายการเงิน ไปจนถึงฝ่ายวิศวะ ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ”

“จากนั้นก็มาเริ่มที่ซีออยล์ วันแรกที่มาทำงานที่นี่ เราขอดูการเงินก่อน” เธอบอกถึงหัวใจของหลักการบริหารของตัวเอง และเล่าต่อว่า พอเข้ามาดูด้านการเงินแล้ว พบว่าที่ ซีออยล์ก็มีระบบของเขาเอง เป็นสิ่งที่ทำมานาน 15 ปี แต่ก็พบปัญหาคือ ซีออยล์ยังไม่มีการสร้างระบบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันในองค์กร ดังนั้น เธอจึงสร้างระบบของ ซีออยล์ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ร่วมงานทุกคน ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร 5 คน และฝ่ายปฎิบัติงาน 20 คน ยอมรับระบบนี้ร่วมกัน ซึ่งผลดีของการมีระบบงานก็คือ งานลื่นไหล รวดเร็ว และช่วยให้ทุกคนมีเวลาในการทำสิ่งใหม่ให้กับองค์กร

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเรื่องการเป็นลูกสาวเจ้าของธุรกิจ และความคุ้นเคยที่มีต่อองค์กรไม่ทำให้เธอสามารถหลีกปัญหาของการบริหาร “คน” ไปได้ เธอเล่าว่า ด้วยความที่เธอเข้ามาในช่วงที่บริษัทกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ กำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อมีนามสกุล “มหาชน” พ่วงท้าย ทำให้เธอถูกตั้งคำถามจาก ลูกทีมของเธอ เกี่ยวกับสถานะของเขาในอนาคต ซึ่งเธอแก้ปัญหาด้วยการอธิบายจุดยืนองค์กรที่กำลังจะเปลี่ยนไป ผลดีที่จะได้รับ และโอกาสการเติบโตขององค์กร และคนในองค์กรทั้งหมด และ “ก็คงเป็นโชคดีของ เราที่ลูกทีมเราเป็นมืออาชีพ เมื่อเราสร้างความเข้าใจให้เขาได้ เขาก็พร้อมจะร่วมกันผลักดันองค์กร”

“นีรชา” เล่าถึงพันธกิจหลักของเธอต่อบริษัท ซีออยล์ งานแรกก็คือ การผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อมีนามสกุล “มหาชน” ต่อท้าย ซึ่งหมายถึงความน่าเชื่อถือที่เพิ่มมากขึ้นและโอกาสในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ และงานที่สองก็คือการขยายธุรกิจทั้งแนวราบและแนวลึก

“หลักๆ ที่เข้ามาดูแลคือเรื่องการผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” เธอเกริ่นนำพร้อมกับเล่าต่อว่า การเป็น “บริษัทมหาชน” มีความสำคัญกับซีออยล์มากๆ เพราะแม้ที่ผ่านมา 15 ปี จะดำเนินการดีเพียงใด แต่ลูกค้าหรือพันธมิตรก็คงไม่มานั่งศึกษาประวัติของบริษัทอย่างละเอียดมากนัก ซึ่งการไม่มีเครื่องหมาย การันตี จะทำให้ซีออยล์เสียโอกาส หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเปิดกว้างอย่างเสรีเช่นนี้ เพราะฉะนั้น การปรับองค์กรเพื่อเป็นองค์มหาชน จะทำให้ซีออยล์ได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจก็เช่นกัน

ส่วนเรื่องที่สองที่เธอรับอาสาเป็นแม่งานก็คือ การขยายการเติบโตของบริษัท ซึ่งแผนการขยายธุรกิจนี้ “นีรชา” แบ่งออกเป็น 2 แผนงาน คือ การขยายในประเทศ โดยขยายสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่ยังคงเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิมอยู่ และ การขยายธุรกิจในต่างประเทศ

เธอเล่าว่า การเติบโตของซีออยล์ ตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมา ซีออยล์เติบโตเฉลี่ย 30% สาเหตุมาจากบริษัทขยายธุรกิจขึ้นบก “เดิมซีออยล์เป็นผู้ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเล กลุ่มลูกค้าก็คือเรือเดินทะเลทุกประเภท ตั้งแต่เรือขนส่ง เรือท่องเที่ยว จนถึงเรือส่วนบุคคล จากนั้นในปี 2553 เดือนตุลาคม ซีออยล์ได้ขยายสู่การบริหารจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทางบกเพิ่มขึ้นมา และได้เห็นการเติบโตของรายได้ที่ชัดเจน”

จากนั้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2554 บริษัทได้ขยายสู่ธุรกิจบริหารด้านอาหาร ทำความสะอาด และซักรีด (Catering and Service) ให้แก่เรือพักอาศัย (Accommodation Barge) สำหรับพนักงานประจำแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทย

“ก็เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของความสามารถในการทำกำไรด้วย เพราะมาร์จินของออยล์แอนด์ก๊าซค่อนข้างดี โดยมีเน็ทมาร์จิน อยู่ที่ 9% เทียบกับธุรกิจเดิมที่ทำมา เน็ทมาร์จินจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลอยู่ที่ 5% และทางบกอยู่ที่ 9%” นีรชาบอก และกล่าวเพิ่มว่า สำหรับปี 2556 นี้ เธอมีเป้าหมายเน็ทมาร์จินอยู่ในใจแล้วว่าอยากให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าใด แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

นอกจากพันธกิจหลัก 2 งานดังกล่าวมา “นีรชา” ยังมีแผนงานที่กำลังเดินหน้าทำอยู่ คือการขยายธุรกิจของบริษัทสู่ต่างประเทศ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 9% โดยเป็นการทำธุรกิจบริการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลให้กับลูกค้าในประเทศสิงคโปร์ กัมพูชา ซึ่งบริษัทก็มองหาโอกาสในการเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะขยายไปยังน่านน้ำฝั่งอันดามัน จากเดิมที่ให้บริการอยู่ในน่านน้ำฝั่งอ่าวไทย ซึ่งนีรชา มีความตั้งใจจะผลักดันซีออยล์ไปให้บริการในน่านน้ำฝั่งอันดามันภายในปีนี้

นีรชาบอกส่งท้ายว่า ภายหลังการเข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เธอ อยากให้หุ้นซีออยล์เคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด และเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน การเติบโตของผลประกอบการก็จะต้องสร้างความพึงใจให้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ภายใต้การบริหารของผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่อย่างเธอ

‘ตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมา ซีออยล์ เติบโตเฉลี่ย 30% สาเหตุมาจากบริษัทขยายธุรกิจขึ้นบก

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ